วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ความคิดเห็นในเชิงปรัชญา
 ที่มีต่อทัศนะของความตายในแบบฉบับเอพิคิวเรียน (Epicurean)

            โดยทั่วไปมนุษย์รวมถึงสัตว์ย่อมมีความรักตัวกลัวตาย คำถามที่เกิดขึ้นคือ ทำไมเราถึงกลัวตาย? เราทุกคนคงมีคำถามที่อยู่ในใจเสมอว่าตายแล้วไปไหน? เราอาจมีคำตอบที่เราได้จากศาสนา หรือเรื่องเล่าประสบการณ์ของคนอื่นแต่เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าคำตอบเหล่านั้นเป็นความจริงและสามารถพิสูจน์ได้ ดังนั้นจึงเกิดทัศนคติต่างๆทีนักปรัชญาต่างก็หาคำตอบในแบบของตน ในการหาความจริงของโลกซึ่งเรียกว่า “อภิปรัชญา” เช่น ทฤษฎี สสารนิยม (Materialism) และทฤษฎีจิตนิยม (Idealism)  เป็นต้น  ตัวอย่างข้ออ้างของเอพิคิวรัสที่ว่า

ความตายไม่เป็นสิ่งใดทั้งสิ้นสำหรับเรา
เพราะสิ่งที่แตกสลายไปแล้วย่อมไม่มีความรู้สึกอีกต่อไป
และสิ่งที่ไม่มีความรู้สึกอีกต่อไป ย่อมไม่เป็นสิ่งใดทั้งสิ้นสำหรับเรา”

เมื่อพิจารณาทัศนคติที่มีต่อความตายของเอพิคิวรัสจากประโยคข้างต้น สามารถตีความได้ว่า เมื่อร่างกายเสื่อมสลาย ร่างกายนั้นย่อมไม่มีความรู้สึก และสิ่งที่ไม่มีความรู้สึกนั้นก็จะไม่มีการดำรงอยู่ ดังนั้นจึงนำไปสู่แนวคิดแบบสสารนิยม (Materialism) ซึ่งมีแนวคิดว่าปรากฏของสสารเท่านั้นที่เป็นจริง เช่นเชื่อว่ากลไกต่าง ๆ ทำงานเช่นเดียวกับเครื่องจักรกล ส่วนจิตคือปรากฏการณ์ทางสมอง เอพิคิวรัสเชื่อว่าไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่เมื่อร่างกายเสื่อมสลายไป ดังนั้นเขาจึงไม่เชื่อว่าจิตจะยังดำรงอยู่เมื่อร่างกายเสื่อมสลายไปแล้ว สสารนิยมเชื่อว่ามนุษย์เป็นเครื่องจักรชนิดหนึ่งซึ่งมีสมองเป็นศูนย์กลางควบคุมทุกส่วนของร่างกาย  ดังนั้นเมื่อเครื่องจักรหยุดทำงานตลอดกาล ทุกอย่างย่อมสิ้นสุดตามไปด้วย ตามข้อความข้างต้น สามารถตีความในแบบเดียวกับสสารนิยมได้ว่า เมื่อร่างกายตาย จิตก็ตายไปด้วย ไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่ และอาจนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่าเอพิคิวรัสนั้นไม่เชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย

อย่างไรก็ตามยังมีทัศนคติที่ไม่เห็นด้วยกับสสารนิยม และได้ให้คำอธิบายที่แตกต่างออกไป เช่นแนวคิดของจิตนิยม (Idealism) ที่เชื่อว่าจิตซึ่งอยู่ในรูปนามธรรมนั้นเป็นสิ่งที่ควบคุมการกระทำของมนุษย์ และเมื่อร่างกายสลายไปแล้ว จิตก็ยังดำรงอยู่ และเป็นนิรันดร์ จึงนำไปสู่ความเชื่อหลังความตายนั่นเอง แนวคิดทางจิตนิยมจะเห็นได้จากศาสนาเป็นส่วนใหญ่ เช่น ความเชื่อเรื่องสถานที่ของชีวิตหลังความตาย เช่นตายแล้วไปนรก หรือไปสวรรค์ หรือ ความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด (reincarnation) ตัวอย่างทัศนคติที่มีต่อความตายของ Mark Twain กล่าวว่า “I do not fear death. I had been dead for billions and billions of years before. I was born, and had not suffered the slightest inconvenience from it.” ทัศนะของ Mark แสดงให้เห็นว่าเขาเชื่อในเรื่องชีวิตหลังความตาย และเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด

ถ้าเอพิคิวรัสพูดว่า “ เพราะสิ่งที่แตกสลายไปแล้วย่อมไม่มีความรู้สึกอีกต่อไป” คำถามคือเอพิคิวรัสแน่ใจได้อย่างไรว่า สิ่งที่แตกสลายไปแล้วจะไม่มีความรู้สึกอีกต่อไป แนวคิดนี้ขัดแย้งกับแนวคิดของจิตนิยมโดยตรง เพราะจิตนิยมเชื่อว่า เมื่อร่างกายแตกสลายไป แต่จิตยังคงอยู่ ดังนั้นหากเอพิคิวรัสไม่มีข้อพิสูจน์มาสนับสนุนข้ออ้างของตน ก็อาจจะสรุปได้ว่าคำพูดของเขายังไม่เป็นความจริงที่ยอมรับได้ ตัวอย่างแนวคิดที่ขัดแย้งกับข้ออ้างของเอพิคิวรัสคือ แนวคิดของ Confucius ที่กล่าวว่า ในเมื่อเราไม่รู้ว่าชีวิตคืออะไร เราจะรู้ได้อย่างไรว่าความตายคืออะไร เรื่องนี้โยงไปสู่ความหมายของชีวิตซึ่งเกี่ยวข้องกับการกลัวความตาย คนเราจะกลัวความตายหรือไม่ อาจขึ้นอยู่กับว่าเราให้ความหมายกับชีวิตเราอย่างไร หากเราให้ความหมายว่าชีวิตมันไม่ได้มีคุณค่าอะไร เราก็อาจจะไม่ได้อยากมีชีวิตอยู่และไม่เกรงกลัวต่อความตาย  ตัวอย่างเช่นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าบางรายมีอาการคิด ไตร่ตรองที่จะฆ่าตัวตาย เพราะพวกเขาเชื่อว่าบางทีการที่เขาตาย อาจจะดีกว่าการมีชีวิตอยู่ แต่ถ้าหากเรานิยามชีวิตเราให้เป็นไปในทางบวก คือเชื่อว่าการดำรงชีวิตอยู่นั้นดีกว่าการตาย เราก็จะกลัวความตาย กลัวว่าจะไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ กลัวว่าจะไม่ได้สานต่อความสัมพันธ์ที่มีต่อคนรอบข้าง เป็นต้น  อย่างไรก็ตามการนิยามชีวิตของแต่ละบุคคลสามารถนำไปสู่การกลัวความตายเท่านั้น แต่ไม่ได้นำไปสู่ความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายได้

ในความคิดเห็นของผู้เขียน เห็นด้วยกับแนวคิดของเอพิคิวรัส แต่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริง ความตายในทัศนะของผู้เขียน คือสภาวะที่ทุกส่วนของร่างกายเสื่อมสภาพและหยุดทำงาน หากตีความตามการรับรู้ทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 ก็หมายความว่าทุกสิ่งสิ้นสุดลงตามทัศนะของเอพิคิวรัส แต่หากตีความตามจิตนิยมก็หมายความว่ายังมีจิต ที่แยกออกจากร่างกายหลังจากร่างกายเสื่อมสภาพ สำหรับผู้เขียนแล้ว จิตเป็นสิ่งที่ไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 ดังนั้นจึงไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจิตนั้นแยกออกจากร่างกายจริงหรือไม่

ความตายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้  ในมุมมองของการเวียนว่ายตายเกิด (reincarnation) มีแนวคิดที่ว่าเราอาจจะเคยสัมผัสความตายมาก่อนแต่ไม่สามารถที่จะเผยแพร่หรือบอกต่อความรู้นั้นไปสู่อีกคนได้ แต่ในทัศนะของผู้เขียน การจะเข้าถึงความตายได้ต้องเข้าถึงจากประสบการณ์ส่วนบุคคลเท่านั้น  และเป็นความรู้ในสภาวะที่ไม่สามารถกลับมามีชีวิตได้ เราอาจได้ยินประสบการณ์หลังความตายอยู่บ่อยๆจนเราเชื่อว่าชีวิตหลังความตายนั้นมีอยู่จริง แต่จะแน่ใจได้อย่างไรว่าเป็นเรื่องจริง ประสบการณ์สำหรับวิทยาศาสตร์แล้ว เป็นข้อพิสูจน์ที่ไม่ค่อยมีน้ำหนักมากนัก ความตายจึงเป็นสิ่งลี้ลับอยู่ทุกวันนี้ โดยพื้นฐานมนุษย์นั้นกลัวสิ่งที่ตนไม่รู้ ดังนั้นการไม่รู้ว่าความตายเป็นอย่างไรอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มนุษย์กลัวความตาย ลองคิดกลับกัน หากมนุษย์รู้ว่าความตายเป็นอย่างไร สมมุตถ้าหากมนุษย์รู้ว่าความตายดีกว่าการมีชีวิตอยู่ คงไม่มีใครอยากจะมีชีวิตอยู่ ดังนั้นข้อดีของการไม่รู้ความตายคือทำให้มนุษย์กลัวต่อสิ่งที่ตนไม่รู้ และเลือกที่จะดำรงชีวิตอยู่ แต่ทั้งนี้อาจมีบางคนที่ไม่สนใจชีวิตและพร้อมที่จะรู้จักกับความตายก็เป็นได้

ะเห็นได้ว่าคำอธิบายของแนวคิดต่างๆนั้นเป็นเพียงความเชื่อเท่านั้น หากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถหาข้อพิสูจน์มาสนับสนุนข้ออ้างของตนได้ ก็จะตกเป็นข้อถกเถียงตลอดไป เพราะไม่มีฝ่ายใดสามารถพิสูจน์ได้ว่า ชีวิตหลังความตายมีอยู่จริงหรือชีวิตหลังความตายไม่มีอยู่จริงการเชื่อว่าความตายมีอยู่จริงหรือไม่ขึ้นอยู่กับความเชื่อหรือกรอบคิดส่วนบุคคล เราจะได้รู้ว่าความตายว่าเป็นอย่างไรก็ต่อเมื่อเราตายเท่านั้น

อ้างอิง
http://www.goodreads.com/quotes/tag/death
 http://www.baanjomyut.com/library_2/extension-1/the_meaning_of_the_ontology/02.html

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น