ความคิดเห็นในเชิงปรัชญา
ที่มีต่อทัศนะของความตายในแบบฉบับเอพิคิวเรียน
(Epicurean)
โดยทั่วไปมนุษย์รวมถึงสัตว์ย่อมมีความรักตัวกลัวตาย คำถามที่เกิดขึ้นคือ
ทำไมเราถึงกลัวตาย? เราทุกคนคงมีคำถามที่อยู่ในใจเสมอว่าตายแล้วไปไหน?
เราอาจมีคำตอบที่เราได้จากศาสนา หรือเรื่องเล่าประสบการณ์ของคนอื่นแต่เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าคำตอบเหล่านั้นเป็นความจริงและสามารถพิสูจน์ได้
ดังนั้นจึงเกิดทัศนคติต่างๆทีนักปรัชญาต่างก็หาคำตอบในแบบของตน
ในการหาความจริงของโลกซึ่งเรียกว่า “อภิปรัชญา” เช่น ทฤษฎี สสารนิยม (Materialism) และทฤษฎีจิตนิยม (Idealism) เป็นต้น ตัวอย่างข้ออ้างของเอพิคิวรัสที่ว่า
“ความตายไม่เป็นสิ่งใดทั้งสิ้นสำหรับเรา
เพราะสิ่งที่แตกสลายไปแล้วย่อมไม่มีความรู้สึกอีกต่อไป
และสิ่งที่ไม่มีความรู้สึกอีกต่อไป
ย่อมไม่เป็นสิ่งใดทั้งสิ้นสำหรับเรา”
เมื่อพิจารณาทัศนคติที่มีต่อความตายของเอพิคิวรัสจากประโยคข้างต้น
สามารถตีความได้ว่า เมื่อร่างกายเสื่อมสลาย ร่างกายนั้นย่อมไม่มีความรู้สึก และสิ่งที่ไม่มีความรู้สึกนั้นก็จะไม่มีการดำรงอยู่
ดังนั้นจึงนำไปสู่แนวคิดแบบสสารนิยม (Materialism) ซึ่งมีแนวคิดว่าปรากฏของสสารเท่านั้นที่เป็นจริง
เช่นเชื่อว่ากลไกต่าง
ๆ ทำงานเช่นเดียวกับเครื่องจักรกล ส่วนจิตคือปรากฏการณ์ทางสมอง เอพิคิวรัสเชื่อว่าไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่เมื่อร่างกายเสื่อมสลายไป
ดังนั้นเขาจึงไม่เชื่อว่าจิตจะยังดำรงอยู่เมื่อร่างกายเสื่อมสลายไปแล้ว สสารนิยมเชื่อว่ามนุษย์เป็นเครื่องจักรชนิดหนึ่งซึ่งมีสมองเป็นศูนย์กลางควบคุมทุกส่วนของร่างกาย ดังนั้นเมื่อเครื่องจักรหยุดทำงานตลอดกาล ทุกอย่างย่อมสิ้นสุดตามไปด้วย
ตามข้อความข้างต้น สามารถตีความในแบบเดียวกับสสารนิยมได้ว่า เมื่อร่างกายตาย
จิตก็ตายไปด้วย ไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่ และอาจนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่าเอพิคิวรัสนั้นไม่เชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย
อย่างไรก็ตามยังมีทัศนคติที่ไม่เห็นด้วยกับสสารนิยม
และได้ให้คำอธิบายที่แตกต่างออกไป เช่นแนวคิดของจิตนิยม (Idealism) ที่เชื่อว่าจิตซึ่งอยู่ในรูปนามธรรมนั้นเป็นสิ่งที่ควบคุมการกระทำของมนุษย์
และเมื่อร่างกายสลายไปแล้ว จิตก็ยังดำรงอยู่ และเป็นนิรันดร์
จึงนำไปสู่ความเชื่อหลังความตายนั่นเอง
แนวคิดทางจิตนิยมจะเห็นได้จากศาสนาเป็นส่วนใหญ่ เช่น ความเชื่อเรื่องสถานที่ของชีวิตหลังความตาย
เช่นตายแล้วไปนรก หรือไปสวรรค์ หรือ ความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด (reincarnation) ตัวอย่างทัศนคติที่มีต่อความตายของ Mark Twain กล่าวว่า “I do not fear death. I had been dead for billions
and billions of years before. I was born, and had not suffered the slightest
inconvenience from it.” ทัศนะของ Mark
แสดงให้เห็นว่าเขาเชื่อในเรื่องชีวิตหลังความตาย และเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด
ถ้าเอพิคิวรัสพูดว่า “ เพราะสิ่งที่แตกสลายไปแล้วย่อมไม่มีความรู้สึกอีกต่อไป” คำถามคือเอพิคิวรัสแน่ใจได้อย่างไรว่า
สิ่งที่แตกสลายไปแล้วจะไม่มีความรู้สึกอีกต่อไป
แนวคิดนี้ขัดแย้งกับแนวคิดของจิตนิยมโดยตรง เพราะจิตนิยมเชื่อว่า
เมื่อร่างกายแตกสลายไป แต่จิตยังคงอยู่ ดังนั้นหากเอพิคิวรัสไม่มีข้อพิสูจน์มาสนับสนุนข้ออ้างของตน
ก็อาจจะสรุปได้ว่าคำพูดของเขายังไม่เป็นความจริงที่ยอมรับได้ ตัวอย่างแนวคิดที่ขัดแย้งกับข้ออ้างของเอพิคิวรัสคือ
แนวคิดของ Confucius ที่กล่าวว่า “ในเมื่อเราไม่รู้ว่าชีวิตคืออะไร
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าความตายคืออะไร” เรื่องนี้โยงไปสู่ความหมายของชีวิตซึ่งเกี่ยวข้องกับการกลัวความตาย
คนเราจะกลัวความตายหรือไม่ อาจขึ้นอยู่กับว่าเราให้ความหมายกับชีวิตเราอย่างไร
หากเราให้ความหมายว่าชีวิตมันไม่ได้มีคุณค่าอะไร
เราก็อาจจะไม่ได้อยากมีชีวิตอยู่และไม่เกรงกลัวต่อความตาย ตัวอย่างเช่นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าบางรายมีอาการคิด
ไตร่ตรองที่จะฆ่าตัวตาย เพราะพวกเขาเชื่อว่าบางทีการที่เขาตาย
อาจจะดีกว่าการมีชีวิตอยู่ แต่ถ้าหากเรานิยามชีวิตเราให้เป็นไปในทางบวก
คือเชื่อว่าการดำรงชีวิตอยู่นั้นดีกว่าการตาย เราก็จะกลัวความตาย กลัวว่าจะไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ
กลัวว่าจะไม่ได้สานต่อความสัมพันธ์ที่มีต่อคนรอบข้าง เป็นต้น
อย่างไรก็ตามการนิยามชีวิตของแต่ละบุคคลสามารถนำไปสู่การกลัวความตายเท่านั้น
แต่ไม่ได้นำไปสู่ความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายได้
ในความคิดเห็นของผู้เขียน
เห็นด้วยกับแนวคิดของเอพิคิวรัส แต่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริง ความตายในทัศนะของผู้เขียน
คือสภาวะที่ทุกส่วนของร่างกายเสื่อมสภาพและหยุดทำงาน หากตีความตามการรับรู้ทางประสาทสัมผัสทั้ง
5 ก็หมายความว่าทุกสิ่งสิ้นสุดลงตามทัศนะของเอพิคิวรัส
แต่หากตีความตามจิตนิยมก็หมายความว่ายังมี”จิต” ที่แยกออกจากร่างกายหลังจากร่างกายเสื่อมสภาพ สำหรับผู้เขียนแล้ว จิตเป็นสิ่งที่ไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง
5 ดังนั้นจึงไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจิตนั้นแยกออกจากร่างกายจริงหรือไม่
ความตายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้ ในมุมมองของการเวียนว่ายตายเกิด (reincarnation) มีแนวคิดที่ว่าเราอาจจะเคยสัมผัสความตายมาก่อนแต่ไม่สามารถที่จะเผยแพร่หรือบอกต่อความรู้นั้นไปสู่อีกคนได้
แต่ในทัศนะของผู้เขียน การจะเข้าถึงความตายได้ต้องเข้าถึงจากประสบการณ์ส่วนบุคคลเท่านั้น และเป็นความรู้ในสภาวะที่ไม่สามารถกลับมามีชีวิตได้
เราอาจได้ยินประสบการณ์หลังความตายอยู่บ่อยๆจนเราเชื่อว่าชีวิตหลังความตายนั้นมีอยู่จริง
แต่จะแน่ใจได้อย่างไรว่าเป็นเรื่องจริง ประสบการณ์สำหรับวิทยาศาสตร์แล้ว เป็นข้อพิสูจน์ที่ไม่ค่อยมีน้ำหนักมากนัก
ความตายจึงเป็นสิ่งลี้ลับอยู่ทุกวันนี้ โดยพื้นฐานมนุษย์นั้นกลัวสิ่งที่ตนไม่รู้ ดังนั้นการไม่รู้ว่าความตายเป็นอย่างไรอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มนุษย์กลัวความตาย
ลองคิดกลับกัน หากมนุษย์รู้ว่าความตายเป็นอย่างไร สมมุตถ้าหากมนุษย์รู้ว่าความตายดีกว่าการมีชีวิตอยู่
คงไม่มีใครอยากจะมีชีวิตอยู่ ดังนั้นข้อดีของการไม่รู้ความตายคือทำให้มนุษย์กลัวต่อสิ่งที่ตนไม่รู้
และเลือกที่จะดำรงชีวิตอยู่ แต่ทั้งนี้อาจมีบางคนที่ไม่สนใจชีวิตและพร้อมที่จะรู้จักกับความตายก็เป็นได้
จะเห็นได้ว่าคำอธิบายของแนวคิดต่างๆนั้นเป็นเพียงความเชื่อเท่านั้น
หากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถหาข้อพิสูจน์มาสนับสนุนข้ออ้างของตนได้ ก็จะตกเป็นข้อถกเถียงตลอดไป
เพราะไม่มีฝ่ายใดสามารถพิสูจน์ได้ว่า
“ชีวิตหลังความตายมีอยู่จริง” หรือ”ชีวิตหลังความตายไม่มีอยู่จริง” การเชื่อว่าความตายมีอยู่จริงหรือไม่ขึ้นอยู่กับความเชื่อหรือกรอบคิดส่วนบุคคล
เราจะได้รู้ว่าความตายว่าเป็นอย่างไรก็ต่อเมื่อเราตายเท่านั้น
อ้างอิง
http://www.goodreads.com/quotes/tag/death
http://www.baanjomyut.com/library_2/extension-1/the_meaning_of_the_ontology/02.html